วันจันทร์ที่ 3 มกราคม พ.ศ. 2554

สติ ปัญญาและไหวพริบ

      เรื่องต่อไปนี้ นำมาให้อ่านกันเล่นๆ เพื่อให้เห็นว่าถ้าครองสติได้ไม่ว่าอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม มีปัญหาใดๆก็สมารถแก้ไขได้ตามฐานปัญญาและไหวพริบของแต่ละคน

      เรื่องมีว่าเมื่อหลายปีมาแล้วมีข่าวใหญ่หน้าหนังสือพิมพ์ว่าดาราสาววัยรุ่นผู้มีสติไหวพริบปฎิภาณดีมากคนหนึ่ง เกือบจะถูกข่มขืนขณะเดินเข้าบ้านในซอยเปลื่ยวยามค่ำคืน ต่อไปนี้ข้อความที่ผู้สื่อข่าวได้สัมภาษณ์ดาราสาวผู้นั้น

ผู้สื่อข่าว : "ทำไมถึงกลับบ้านดึกดื่นล่ะจ๊ะหนู
                 แล้วหนูกลับบ้านยังไง... "
ดาราสาว : "มีดาราหนุ่มรุ่นพี่มาส่งค่ะ...แต่ด้วยไหวพริบของหนู
                  หนูสังเกตว่าเขาเป็นคนขี้หลี   ถ้าให้รู้จักบ้าน  
                  ก็จะตามมาตื้อจนรำคาญ  จึงให้ส่งแค่ปากซอย
                  แล้วหนูเดินเข้ามา"
ผู้สื่อข่าว :  "แล้วเกิดอะไรขึ้น... "
ดาราสาว : "มีผู้ชายคนหนึ่ง..รูปร่างสูงใหญ่..ล่ำสัน..มีอาการเมาเล็กน้อย 
                  เดินตามหนูมา..ด้วยไหวพริบของหนู
                  หนูรู้ได้เลยว่าไม่ได้มาดีแน่... "
ผู้สื่อข่าว :  "แล้วยังไงต่อจ๊ะ... "
ดาราสาว :  "หนูตัดสินใจออกวิ่ง..แต่ชายคนนั้นก็วิ่งตามทันที...
                  ด้วยไหวพริบหนูรู้ว่า..วิ่งยังไงก็คงไม่เร็วกว่าผู้ชายอยู่ดี
                  ยังไงเขาก็ต้องตามทัน..และใช้กำลังแน่นอน"
ผู้สื่อข่าว :  "ยังไงต่อจ๊ะ... "
ดาราสาว : "ด้วยไหวพริบของหนู..หนูตัดสินใจหยุดวิ่ง...
                 เพื่อไม่ให้ต้องเจ็บตัวหนูตัดสินใจเจรจาต่อรอง...."
ผู้สื่อข่าว :  "ผลการเจรจาเป็นอย่างไรจ๊ะ..."
ดาราสาว : "หนูบอกเขาว่า..ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องใช้กำลัง...
                 ไม่เกิดผลดีต่อทั้งสองฝ่าย...หนูยินยอมทำตามที่เขาต้องการ"
ผู้สื่อข่าว :  "เรื่องเป็นอย่างไรต่อจากนั้น"
ดาราสาว : "ด้วยไหวพริบของหนู...หนูชวนเขาเข้าไปในซอกตึกลับตาคน...
                 แล้วต่างคนต่างถอดเสื้อผ้าของตัวเอง....
                 หนูถกกระโปรงขึ้นมาเหนือเอว..
                 ส่วนเขาปลดกางเกงตกลงมากองที่รองเท้า"
ผู้สื่อข่าว : "เรื่องเป็นยังไงต่อจ๊ะ"
ดาราสาว : "ลองใช้ไหวพริบคิดดูสิ..ว่า..ชายที่รูดกางเกงลงไปกองที่ตาตุ่ม
                 กับหญิงสาวที่ถกกระโปรงขึ้นเหนือเอวน่ะ ใครจะวิ่งเร็วกว่ากัน"

            เรื่องนี้คงไม่ต้องสรุปปิดท้ายบทความอีกนะครับ

วันอาทิตย์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2553

หมางับเนื้อ

       มีเรื่องเล่าว่ามีหลวงพ่อองค์หนึ่งชอบทำอะไรแปลกๆ  
      วันหนึ่งในเทศกาลกฐิน มีชาวกรุงเทพฯ เอากฐินไปทอดที่วัด คณะกรรมการวัดได้จัดงานกันใหญ่โต  มีมหรสพ หนัง ลิเก ดนตรี ผู้คนแห่กันมามืดฟ้ามัวดิน ก่อนทอดกฐิน มีผู้คนมารวมกันเต็มศาลา
       หลวงพ่อเรียกเด็กวัดมา บอกให้ไปเอาเนื้อจากโรงครัวมาก้อนหนึ่ง แล้วเอาเชือกมาด้วย  หลวงพ่อจัดการเอาก้อนเนื้อผูกติดกับหลังหมาผูกเสร็จก็ปล่อยหมา
       หมาเห็นก้อนเนื้ออยู่บนหลังก็ไล่งับ  พอหัวกระโดดงับตัวก็ขยับหนี เพราะหมามันกัดหลังตัวเองไม่ถึง ยิ่งกระโดดงับเร็ว ก้อนเนื้อก็หนีเร็ว หมากระโดดงับไม่หยุด ก้อนเนื้อก็หนีไม่หยุด 
น่าสงสารหมามาก หมากระโดดอยู่นาน งับเท่าไหรก้อนเนื้อก็ไม่เข้าปากสักที
       ผู้คนบนศาลาพากันหัวเราะชอบใจหัวเราะเยาะหมาว่าทำไมมันถึงโง่ยังงี้ ไล่งับจะกินเนื้อที่ตัวเองไม่มีทางไล่ตามทันตลอดชีวิต
       หลวงพ่อมองดูผู้คนที่พากันหัวเราะสนุกสนานจนหนำใจแล้ว ก็แก้เชือกออกจากหลังหมาแล้วหันมาพูดกับญาติโยมว่า 
       "มนุษย์เรามีความรู้สึกว่าตัวเองพร่อง ตัวเองยังไม่เต็ม ต้องเติมอยู่ตลอดเวลา เติมไม่หยุดเพื่อให้ตัวเองเต็ม
       เราอยากสวยอยากทันสมัยไปหาซื้อเสื้อผ้าที่สวยที่สุด ทันสมัยที่สุดใส่ ดีใจได้เดือนเดียวมีรุ่นใหม่ ออกมาอีกแล้วสวยกว่าทันสมัยกว่า
       อยากได้โทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่  ซื้อเสร็จสามเดือนรุ่นใหม่ก็โผล่มาอีกแล้ว
       ซื้อคอมพิวเตอร์ทันสมัยที่สุด  สองเดือนต่อมามีรุ่นใหม่กว่าออกมา  ของเราตกรุ่น
       ซื้อรถเบนซ์ทันสมัยที่สุดแพงมาก  ขับได้หกเดือนมีรุ่นใหม่ออกมาอีกแล้วทันสมัยกว่าแพงกว่า  ของเรากลายเป็นเชย
       เราต้องก้มหน้าก้มตาทำงานทั้งวันทั้งคืนหาเงินมาเพื่อมาทำให้ตัวเองทันสมัย ซื้อเสื้อผ้าใหม่ มือถือใหม่  คอมพิวเตอร์ใหม่  รถยนต์คันใหม่  ด้วยความเหน็ดเหนื่อยแสนสาหัส เพื่อไม่ให้ตัวเองตกรุ่น
       ปัจจุบันเรากำลังไล่งับความทันสมัยเหมือนหมาที่่ไล่งับเนื้อบนหลังของมัน ทั้งที่รู้ว่าต่อให้ไล่งับทั้งชีวิตก็ไม่มีทางตามทัน  น่าสงสารไหมโยม"
 
       คนเต็มศาลาซึ่งเมื่อสักครู่ได้หัวเราะครึกครื้นด่าว่าหมามันโง่ตอนนี้เงียบสนิทเหมือนไม่มีคนอยู่